Kes さんのプロフィールll ++ I AM CASSIOPEIA ++...フォトブログリストその他 ツール ヘルプ

T. Kes

所在地

ll ++ I AM CASSIOPEIA ++ ll

!i! CouNTeR !i!




     

Since 10/12/2005


フォト アルバムがありません。
8月16日

MOVED!!

 
 
 
 
 
.. for those who wanna contact me ^^
 
 
 
3月31日

"3ปีในเตรียมฯมันเร็วนะน้อง..."


สำหรับเด็กเตรียมฯทุกคนแล้ว


คงไม่มีใครที่ไม่เคยได้ยินรุ่นพี่พูดให้ฟังว่า


"3ปีในเตรียมฯมันผ่านไปเร็วนะน้อง"


"ใช้เวลา3ปีให้คุ้มค่านะน้อง ... 3ปีน่ะ มันผ่านไปเร็วจริงๆ"


"พี่อยากให้น้องสนุกกับชีวิตในเตรียมฯนะ  เพราะ3ปีน่ะ  มันผ่านไปเร็วกว่าที่น้องคิดมากเลย"


บลาๆๆ ...


ช่วงที่ถูกรับน้อง  อาจจะยังไม่มีนร.ม.4คนไหนที่ใส่ใจกับคำพูดของพี่ๆมากนัก  อาจจะเห็นว่าเป็นประโยคป๊อปปูล่าร์อะไรแบบนั้นซะมากกว่า


ช่วงเวลาตั้ง 3 ปี  คงไม่มีใครคิดว่ามันจะผ่านไปเร็วอะไรมากมาย


--- ใครจะไปรู้ล่ะ  ว่ามันจริงอย่างที่พูด


.........


จนถึงวินาทีนี้ ... เราก็ยังจดจำวันแรกที่รู้ผลสอบได้เป็นอย่างดี


พอรู้ว่าติดเตรียมฯ  ก็ดีใจมาก ... มากๆเลย


อยากจะรู้ ...


โรงเรียนที่เต็มไปด้วยชื่อเสียงแบบนี้ ... จะเป็นแบบไหนนะ ?


นักเรียนคงมีแต่คนเก่งๆ  แล้วก็คร่ำเคร่งอยู่กับการเรียนแน่ๆเลย


นั่นคงเป็นความคิดยอดฮิตสำหรับคนที่ไม่เคยใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนเตรียมฯแน่นอน  เราเองก็เคยเป็นแบบนั้น...


วันปฐมนิเทศ  พี่ๆสอนให้ร้องเพลงปิ่นหทัย  สอนบูมเตรียมอุดมฯครั้งแรก  สอนให้รู้จักคำว่า"รุ่นพี่"และ"รุ่นน้อง"  ที่ในวันต่อๆไปเราสามารถเรียกว่า"พี่"และ"น้อง"ได้อย่างไม่กระดากปาก


นับจากนั้นมา  สิ่งเดียวที่ทุกคนรอคอยก็คงหนีไม่พ้น "วันเปิดเทอม"


ทุกคนคงตื่นเต้นน่าดู


ชุดนักเรียนใหม่


รองเท้าใหม่


ได้ใส่เข็มขัดด้วย


แถมเอาเสื้อใส่ข้างในกระโปรงอีกต่างหาก


แล้วเพื่อนๆใหม่จะเป็นยังไงนะ ?


อาจารย์ที่นี่ล่ะ ?


แล้วยังห้องเรียน  บรรยากาศต่างๆด้วย ?


แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วจริงมั้ย ?


วินาทีแรกที่ได้เข้าไปในรั้วสีชมพู  ทุกคนคงต้องเอาพวงมาลัยไปไหว้พระบรมรูปร.5ก่อนใช่มั้ย  ต่อจากนั้นก็ต้องเป็นพระปริวัติเทพที่อยู่ตรงกันข้าม


ช่วงนั้นเป็นช่วงเดือน5  ตอนนั้นดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ไม่ได้ออกดอกเต็มต้นแล้ว  ไม่อย่างนั้นทางเดินคงเป็นเสมือนพรมสีชมพูอ่อนนุ่มจนแทบไม่กล้าเหยียบลงไป


แต่ตอนนั้นไม่มีใครมานั่งคิดอะไรแบบนั้นหรอก  ทุกคนกำลังตื่นเต้นกับโรงเรียนแห่งใหม่ต่างหาก


วินาทีแรกที่เราได้เหยียบขึ้นตึกศิลปะ ... ได้เข้าไปในห้อง 65  สิ่งแรกที่เห็นก็คือห้องเรียนที่ยังไม่มีคนไม่มากเท่าไหร่


และเพื่อนคนแรกที่วิ่งเข้ามากอดเราเอาไว้ --- ราวกับพวกเราคุ้นเคยกันมานานปี  ทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกันแค่วันเดียว --- ซา


ตอนนั้นสนุกมากๆ  ได้เพื่อนใหม่มากมาย  ได้เพื่อนสนิทที่คุยกันได้ทุกเรื่องด้วย (^__^)  อาจารย์ก็น่ารักและเป็นกันเอง


ที่สำคัญ --- พี่ๆรักน้องมากเหลือเกิน


การรับน้องของพี่ๆ  ใช้เวลาถึง2สัปดาห์  จุดประสงค์หลักก็คือ  ให้น้องๆสนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็ว  และคุ้นชินกับวิถีการใช้ชีวิตในเตรียมอุดมฯ


รวมถึงการมีพี่รหัส (พี่เฟิร์น) และปู่รหัสด้วย... (เผอิญพี่รหัสของพี่รหัสของเราเป็นผู้ชายน่ะ)  พี่ๆจะมานั่งป้อนข้าวให้น้อง (ที่จริงประเพณีแอบอยากยกเลิกเหมือนกัน)  แล้วถามน้องในเรื่องทั่วๆไป  อย่างเช่น


"น้องชอบอะไร"


"มาจากโรงเรียนไหน"


"กินนั่นได้มั้ย แพ้อะไรรึเปล่า"


"พี่ถนัดวิชาอังกฤษ ถ้าน้องสงสัยอะไรถามพี่ได้นะ"


"เดี๋ยวจะเอาชีทมาให้"


"หนังสือบัญชีไม่มีขายแล้วเหรอ งั้นเดี๋ยวพี่เอาของพี่มาให้นะ"


"อ้าว หนังสือวรรณคดีเขาเลิกพิมพ์แล้วเหรอ แล้วอาจารย์จะสอนทำไมเนี่ย (= =)  พี่เองก็ไม่ได้เรียนซะด้วย  งั้นเดี๋ยวพี่ไปหามาให้นะ"  (สุดท้ายพี่บางคนก็ซีร็อกซ์มาให้  ส่วนพี่รหัสเราก็ไปขอยืมมาจากห้องภาษาไทยมาให้)


พี่ๆมาหาน้องตลอดเวลา  เช้า  พักเที่ยง  แม้กระทั่งตอนเย็น


2สัปดาห์ --- ช่วงเวลาครึ่งเดือนนี้  พวกเราร่วมกันหัวเราะ  ร่วมกันร้องไห้มาหลายครั้ง


และแน่นอนว่านั่นก็ทำให้พวกเราสนิทกันยิ่งขึ้นด้วย


ซึ่งในช่วงเวลานั้น บางทีเราก็อดสงสัยขึ้นมาไม่ได้  ว่าทำไมพี่ๆต้องทุ่มเทเพื่อน้องที่ไม่รู้จักกันมาก่อนแบบนี้ด้วย ?


...


เมื่อเปิดเทอมไปครบ1เดือน  ก็ถึงเวลาที่พวกเรา  ม.4รุ่น67  จะได้รับพระเกี้ยว (หลังจากเป็นเด็กเถื่อนมา1เดือนเต็ม)


วินาทีนั้น  มันตื่นเต้นแล้วก็ภูมิใจมากนะ  เหมือนกับเราได้เป็นนักเรียนเตรียมอุดมฯเต็มตัวแล้วนะ ... แบบนั้น


แล้วก็ได้เห็นพี่ๆที่ได้รางวัลต่างๆมากมายขึ้นรับ"พระเกี้ยวแก้ว"  เราจำได้ว่าเคยแอบหวังอยู่เหมือนกันว่าสักวันเราจะได้บ้าง


... แต่แล้วก็ค้นพบว่ามันยากมากจริงๆที่จะได้ (= =)  เหอเหอ


มันน่าภาคภูมิใจนะ  ในวินาทีนั้นเราถึงตระหนักได้จริงๆ  ว่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นสถาบันที่น่าภูมิใจแค่ไหน


แล้วมันน่ายินดีแค่ไหนที่เราเองก็เป็น"ส่วนหนึ่ง"ของที่แห่งนี้เช่นกัน


...


ช่วงเวลา1ปีมันผ่านไปรวดเร็วนัก


และวินาทีที่เรากลายเป็นพี่คนรองก็มาถึง


ในตอนนี้ความตื่นเต้นมันต่างออกไปจากปีแรก


ตอนนี้เรากำลังตื่นเต้นที่จะได้เป็นพี่คนกลาง


โดยเฉพาะเรากำลังจะมีน้องแล้ว (>__<)


... ตอนนั้นเองที่เราเข้าใจว่าทำไมพี่ๆถึงได้ทุ่มเทกับเราขนาดนั้น


เราเองก็เช่นกัน


มันน่าตื่นเต้นนะ  ที่จะได้รับน้อง


พวกเราต้องเตรียมตัวกันตั้งแต่ปิดเทอม  หรือบางห้องก็เตรียมตัวกันตั้งแต่ม.4เทอม2ด้วยซ้ำ


"ฝากน้องรุ่นต่อไปด้วยนะ"


นี่เป็นคำพูดของพี่ๆรุ่น66  ที่พวกเราจะต้องทำให้สานต่อให้ได้


แม้ว่าระหว่างการทำงาน  พวกเราจะต้องทะเลาะกัน  ไม่เข้าใจกันในหลายๆเรื่อง


--- แต่สุดท้าย  ความไม่เข้าใจก็ทำให้พวกเราสนิทกันมากขึ้น


การได้เห็นน้องม.4ที่ก้าวเข้ามาในห้อง65 มันน่าตื่นเต้นนะ


การที่ได้มองเพื่อนรุ่นเดียวกันแอบปลอมตัวเป็นน้องม.4แล้วเข้าไปนั่งปะปนแฝงตัวอยู่ในนั้นก็สนุกเช่นกัน  (555+  เค้าเล่นกันทุกรุ่นแหละ  มันเป็นประเพณีที่ไม่รู้ว่าใครตั้ง)


การได้สอนน้องเต้น  ร้องเพลง  แล้วก็บูมห้อง  บูมสาย  รวมถึงบูม Math-Art ... มันยอดเยี่ยมมากเลย


สามวันต่อมาหลังจากนั้น  เราก็มีน้องรหัส (น้องโบว์กี้)  ตอนนั้นแหละที่รู้สึกว่า  เราเป็นพี่จริงๆด้วยแหละ  แล้วเราก็เป็นพี่ที่ติดน้องซะด้วย  555+  ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนนะ  แต่รู้สึกรักน้องขึ้นมาทันทีเลยล่ะ


ตอนนั้นเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่เฟิร์นถึงต้องซื้อขนมมาให้บ่อยๆ  ทำไมต้องดูแลเอาใจใส่ทุกเรื่องขนาดนั้น  กระทั่งเรื่องเรียน ... ทำไมต้องเอาหนังสือแบบฝึกหัดหรือซีร็อกซ์ชีทข้อสอบมาให้ด้วย


เราเข้าใจแล้ว ... เพราะเราเองก็ทำแบบนั้น  และเต็มใจทำซะด้วย


.....


ม.5มันต่างจากม.4พอสมควรนะ  ในหลายๆเรื่องเลยล่ะ


ตอนกีฬาสีม.4  พวกเราขึ้นสแตนด์ (บางห้องก็เดินพาเหรด)  ร้อนมากๆ  แต่พี่ๆเองก็ร้อนไม่แพ้กัน  พี่ๆไม่ยอมเข้าร่ม  ทั้งๆที่สามารถยืนในร่มได้ ... เพื่อความยุติธรรมกับน้องๆ


ส่วนพอมาอยู่ม.5 ห้อง 937  พวกเราต้องเป็นคนจัดการทั้งหมด (ตึก9 ไม่มีม.6)  พวกเราต้องแบ่งงานกันว่าใครจัดการส่วนไหน  อย่างห้องเราจัดการพาเหรด  เราอยู่ฝ่ายพาเหรดระเบียบซึ่งต้องอยู่ซ้อมให้น้องทุกวัน


มันยากเหมือนกันนะที่จะเรียกน้องให้มาซ้อมจนครบ  และให้น้องเลิกคุยแล้วจัดแถวให้เสร็จ


--- แต่ว่าความเหนื่อยในส่วนนั้น  มันเทียบไม่ได้เลยกับความภูมิใจเมื่อเห็นภาพพาเหรดระเบียบที่พร้อมเพรียงและงดงามเป็นที่สุด


และงานส่วนนี้ก็ทำให้เราได้รู้จักน้องๆเพิ่มขึ้นมาก  และก็ดีใจมากเมื่อหลังงานกีฬาสีปีนั้นไปแล้ว  น้องๆที่เจอเราก็ยังทักทายเราเป็นอย่างดี  บางคนก็ยังคงยกมือไหว้  ทั้งๆที่บอกแล้วว่าไม่ต้องไหว้ก็ได้


นี่เองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงระบบ senior ของเตรียมอุดมฯ


ไม่มีพี่คนไหนที่บอกให้น้องไหว้  แค่ไม่ลืมที่จะทักทายกันก็ดีใจแล้ว


แต่ก็ไม่มีน้องคนไหนที่ไหว้พี่โดยไม่เต็มใจเช่นกัน


ยิ่งเรื่องเรียนนี่เห็นได้ชัดเลยว่าแตกต่างกับตอนม.4มาก


ไม่ได้เรียนหนักขึ้นหรอก  เรียนน้อยลงด้วยซ้ำ  คาบselfก็มากขึ้น


แต่การดูแลจากอาจารย์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดมาก  อย่างตอนม.4พวกเราไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย  บูรณาการคืออะไร?  ทำยังไง?


ตอนนั้นอาจารย์จะคอยช่วยเหลือ และเรื่องคะแนนอาจารย์ก็ค่อนข้างปล่อยเกรดพอสมควร


แต่พอขึ้นม.5นี่แทบคนละเรื่องทีเดียว (= =)  รายงาน(ดูเหมือนจะ)หนักขึ้น  เวลานอนก็น้อยลงอย่างชัดเจนมาก  ความแจ่มใสในการตื่นก็ชักลดลง (แบบว่าม.4นอนน้อยแค่ไหนก็ลุกไหวสบายบรื๋อ)  แต่ก็ยังไปโรงเรียนได้นั่นล่ะ  ความรู้สึกอยากหยุดเรียนยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่


สรุปแล้ว  ม.5นี่งานหนักเอาเรื่องทีเดียว  เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นม.5นั่นแหละที่รับผิดชอบ  เพราะพี่ม.6ต้องทุ่มไปกับการเตรียมเอ็นท์ซะมากกว่า


.....


พอขึ้นม.6  ประโยคที่ว่า


"3ปีในเตรียมฯมันเร็วนะน้อง"


ก็แล่นวาบเข้ามาอีกครั้ง


ยังรู้สึกว่าเวลาผ่านไปไม่เท่าไหร่เลย ... แต่ก็ผ่านไป2ปีแล้ว


เหลืออีกแค่ปีเดียวเท่านั้น


นี่เป็นปีสุดท้ายที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแล้ว


เรากลับมาอยู่ตึกศิลปะอีกครั้ง ... ห้อง 71


เอ่อ  ไม่รู้เพราะความซวยส่วนบุคคลรึเปล่า  ตึกนี้ไม่มีม.5  แถมมีม.4แค่2ห้อง  เพราะงั้นการจัดงานกีฬาสีก็ตกเป็นหน้าที่ของม.6อีกแล้ว (= =)


มันเครียดน่ะ  เพราะต้องเตรียมตัวเอ็นท์แล้ว


แม้ว่าจะยังไม่ได้อ่านหนังสือเอ็นท์อะไร  แต่ความกดดันมันก็ยังอยู่  เพราะต่างคนก็ต่างรู้อยู่แก่ใจว่า  ปีนี้ต้องเอ็นท์แล้วนะ


แต่คิดว่าทุกคนเองก็อยากร่วมกิจกรรมให้เต็มที่แหละ  เพราะเป็นปีสุดท้ายแล้ว


แต่พวกเราก็ผ่านความลำบากในส่วนนั้นมาได้เป็นอย่างดี...


.......


เมื่อวานนี้มีปัจฉิมนิเทศที่น้องๆจัดให้


... ไปโรงเรียนแต่เช้า ไม่ได้รู้สึกอะไรมาก


แต่พอนั่งอยู่ในหอประชุมเท่านั้นแหละ


เพิ่งตระหนักได้จริงๆว่า "นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้มานั่งในหอประชุมแห่งนี้ในฐานะของนักเรียนเตรียมฯแล้วนะ"


เสียงหัวเราะ ...


เสียงร้องไห้ ...


รอยยิ้ม ...


ความทรงจำต่างๆ ...


ทุกสิ่งทุกอย่าง ...


มันกลายเป็นอดีตไปแล้วนะ


นั่นล่ะที่ทำให้น้ำตาไหลออกมาไม่หยุด


เราจบม.6แล้วนะ


จบแล้วจริงๆ


เราจะกลับไปที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาอีกกี่ครั้งก็ได้


แต่เราไม่สามารถกลับไปในฐานะนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้อีกต่อไปแล้ว


......


อยู่ที่นี่เราได้เรียนรู้หลายอย่างนะ


มันมากมาย ... จนไม่สามารถบรรยายออกมาได้จนหมด


ทั้งๆที่เป็นช่วงเวลาเพียง3ปี ...


แต่ความผูกพันมันกลับมากมายขนาดนี้


... โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาทำให้เราเป็นเราในวันนี้


ขอบคุณสักกี่ครั้งก็คงไม่พอ ...


--- ช่วงเวลา 3 ปีในรั้วสีชมพูแห่งนี้ ... ล้ำค่ามากจริงๆ


.


.

 

จงฟังถ้อยที่ร้อยคำสำหรับเจ้า

พี่จะกล่าวถึง ภาระและหน้าที่

พี่อยากเห็นน้องทุกคนเป็นคนดี

จงฟังพี่นี่คือ คำสัญญา
 

ประการแรก น้องจงนึกระลึกไว้

บนเบื้องอกหญิงชายทั้งซ้ายขวา

พระเกี้ยวน้อย ประดับเด่นเห็นเจนตา

จำไว้ว่าคือ เกียรติ เราชาว เตรียมอุดมฯ
 

จง รักษาเกียรติ นี้ยิ่งชีวิต

อย่า ได้คิด ทำลายศักดิ์ ที่สั่งสม

อย่า ได้ ลดคุณค่า ที่คนชม

อย่าประพฤติโสมม ให้คนชัง
 

ประการสอง จงจำคำพูดเยี่ยม

นักเรียนเตรียมฯแค่มองจากข้างหลัง

ก็รู้แน่ว่า คือ เตรียมฯ โรงเรียนดัง

ที่ได้รับการสอนสั่งเป็นอย่างดี
 

จงถือเอามารยาทเป็นวินัย

จงประนมมือ ไหว้ ใครทุกที่

ครูอาจารย์อาวุโสบุพการี

และรุ่นพี่หากเจ้า เคารพ กัน
 

ที่เครื่องแบบของเรานั้นไม่ปักชื่อ

ความจริงคือ หม่อมหลวงปิ่นฯ ท่านตั้งมั่น

ว่า ต.อ. จะปักอยู่กลางชีวัน

เพราะฉะนั้นอย่าให้ท่านต้องเสียใจ
 

ประการสาม น้องเอยจงฟังพี่

สังคมนี้ คาดหวังสูง รู้หรือไม่

ว่าเจ้าจะนำความรู้ สู้เพื่อไทย

ว่าต่อไปเจ้าจะเป็นเช่น ผู้นำ
 

ดังนั้นน้องต้อง เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ

จงน้อมแนบระเบียบวินัยให้เน้นย้ำ

"ความเป็นเลิศทางวิชาการและคุณธรรม"

น้องจงจำ เอกลักษณ์แห่งจามจุรี
 

จง ตั้งใจเล่าเรียน เพียรศึกษา

ค้นแล้วคว้าพิจารณาให้ถ้วนถี่

คิดให้เป็น วิเคราะห์ได้สิ่งใดดี

จึงจะสม ศักดิ์ศรี ที่มีมา
 

เตรียมอุดมฯ จะดำรงคง เกียรติยศ

ให้ปรากฎต่อไปในภายหน้า

หรือชื่อ เตรียมฯ จะย่อยยับ ลงกับตา

ไร้ ซึ่ง ค่าสูญสิ้นชื่อ ให้ลือกัน
 

อนาคต ต.อ. ขอฝากเจ้า

จงรับเอาปณิธานที่ตั้งมั่น

เลือดชมพู จงมิจางจากชีวัน

แม้เวลาจะผ่านผันนานเพียงใด
 

แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนยังเวียนวน

คือความรักศักดิ์ตนทุกสมัย

ได้ชื่อว่า ต.อ. ย่อมพอใจ

พระเกี้ยวน้อยยิ่งใหญ่ตลอดกาล

.

.

T.U. # 67 ~ 65-937-71~TRIAMUDOM~ FOREVER

 

ป.ล. ขอสารภาพว่าก็อปจากบล็อกมาแปะทั้งหมดเลย  อิอิ  มันใช้เวลามากนะเนี่ยเอ็นทรี่นี้อ่ะ

11月3日

อ.อัมพา ณ พัทลุง

อาจารย์ที่รัก  อาจารย์ที่เรารักจริง ๆ จากหัวใจ --- เพียงคนเดียวในเตรียมอุดมฯ

ตอนเปิดเทอมม.6  อาจารย์เข้ารพ.ด้วยโรคบางอย่าง

เรากับพวกพี่เอิร์ธไปเยี่ยม

นั่นเป็นครั้งแรกที่เราไปเยี่ยมอาจารย์ที่รพ.

วินาทีแรกที่เปิดประตูไปเห็น  อาจารย์ที่ดูร่าเริงคนนั้นนอนอยู่บนเตียงสีขาวด้วยท่าทีอ่อนล้า

เพราะวันนั้นอาจารย์เพิ่งทำคีโมมา

เราพูดอะไรไม่ออก  ได้แต่สวัสดีแล้วเดินเข้าไปหา

ลูกของอาจารย์ให้ทุกคนเขียนการ์ด  พอเราเขียนเสร็จก็มองไปทางอาจารย์ที่กำลังมองมาเช่นกัน

อาจารย์ยิ้มน้อย ๆ แล้วยื่นมือมาทางเรา  เรานิ่งอยู่สักพักแล้วจึงเดินไปจับมือของอาจารย์เอาไว้

อาจารย์บอกว่า "เดี๋ยวก็หาย ... อีกสักอาทิตย์ก็ไปรร.ได้แล้ว"

ตอนนั้นเราอยากจะร้องไห้ออกมา  ไม่เข้าใจว่าทำไม  เราไม่เคยรู้ว่ารู้สึกรักและผูกพันกับอาจารย์คนหนึ่งมากขนาดนี้

เราพยายามยิ้มตอบ  แต่มันก็ทำไม่ได้  ขอบตามันร้องจนแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

แต่เราก็ตัดสินใจกลืนมันลงไป  เพราะอาจารย์ที่ป่วยอยู่ยังยิ้มออก  เราก็ต้องไม่ร้องไห้เช่นกัน

สุดท้ายพวกเราก็ขอตัวกลับ  เพราะอาจารย์เหนื่อยมาก

แล้วเราก็ไม่ได้ไปเยี่ยมอาจารย์อีกเลย

และเราก็คอยมองไปที่โต๊ะของอาจารย์อยู่เสมอ ๆ

รอว่าเมื่อไหร่อาจารย์จะกลับมาสอน

แต่ทั้งเทอม ... อาจารย์ก็ไม่เคยมา

จนกระทั่งเมื่อวานซืน  เราก็ได้พบกับร่างคุ้นตา... ที่กำลังเดินอย่างช้า ๆ ทว่ามั่นคงในห้องบริการ

ตอนนั้นเราแทบจะจำไม่ได้ว่าใคร  จนกระทั่งเอินพูดออกมาว่า

"นั่นอ.อัมพาไม่ใช่เหรอ ?"

นั่นล่ะเราถึงนึกขึ้นได้

ไม่ใช่ว่าลืม ... เพราะแม้ว่าอาจารย์จะดูซูบไปมาก  แต่ความปรานีที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของอาจารย์ก็ยังเหมือนเดิม

เรานิ่งอึ้งอยู่นาน  อยากจะเข้าไปกอดอาจารย์  แต่ขามันไม่ยอมขยับ

มันทั้งดีใจ  ทั้งงุนงง  ทั้งตกใจเสียจนพูดอะไรไม่ออก

--- เพราะเราไม่คิดว่าจะได้พบกับอาจารย์อีกแล้ว

ไม่รู้ว่าถ้าเข้าไปหาจะพูดอะไรกับอาจารย์

ไม่รู้ว่าถ้าเข้าไปหาแล้วอาจารย์จะดีใจรึเปล่า

ทั้ง ๆ ที่เคยคิดเอาไว้มากมายว่า  ถ้าได้เจอกับอาจารย์แล้วจะทำนู่นทำนี่

แต่เอาเข้าจริง  มันยินดีเสียจนคิดอะไรไม่ออก

... หลังจากลังเลอยู่นาน  เราก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาพร้อมกับพี

เราเดินไปหาอาจารย์  ด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก

อาจารย์เงยหน้าขึ้นมอง  และตอนนั้นเองที่เราเข้าไปกอดอาจารย์เอาไว้

"คิดถึง"

พูดไปเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกมาแล้ว

มันทั้งคิดถึง  ทั้งเป็นห่วง  ทั้งกังวลสารพัดว่าอาจารย์เป็นยังไงบ้าง  แล้วจะได้เจอกันอีกไหม ...

รักอาจารย์มาก ๆ เลยนะ  อาจารย์เป็นอาจารย์คนเดียว (ในเตรียมฯ) จริง ๆ ที่เราอยากเอาพวงมาลัยไปกราบ

อาจารย์เป็นคนที่เราพูดได้เต็มปากว่า "นี่ล่ะแม่" (ถึงจะไม่ใช่ "แม่คนที่สอง" ก็เถอะ)

... รักอาจารย์นะ
10月2日

ผลการเรียนเน่าๆ

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
ผลการศึกษาภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549
นางสาวเกศสินี ธรรมพิมล
เลขประจำตัว 35910
ชั้น ม.6 ห้อง 071 เลขที่ 1
----------
ANA61 : 3
DES61 : 3
ก40909 : ผ
ก40981 : ผ
ก40991 : ผ
ค43101 : 4
ค43201 : 4
ง40205 : 4
จ40235 : 4
ท43101 : 4
ท43201 : 4
พ43101 : 4
ว40105 : 3
ส43101 : 4
ส43201 : 3
อ40215 : 4
อ43101 : 4
อ43201 : 4
----------
เกรดเฉลี่ย : 3.85
เกรดเฉลี่ยสะสม : 3.86
 


โอ๊ยยยยยย  ไอ้เผ็ดดดดดดดดดดดดะ  หักคะแนนชั้นไปไม่ต่ำกว่า 5 คะแนนแน่ๆ!! (คือมั่นใจว่าคะแนนกลางภาคกับปลายภาคที่เสียไปไม่เกิน20คะแนนแน่ๆ)  ทำไมชั้นได้แค่เกรด3ฟระ  โมโหเฟ้ยยยยยยยยย !!!

ศาสนาก็พอกัน  ไอ้เราอุตส่าห์หวังลุ้น4เพราะคิดว่าทำได้  ทำไม๊ทำไมถึงได้แค่เกรด3ฟระ!!!!!!!

เกรดชั้น... ตกลงอีกแล้ว  ไม่รู้อยู่ที่เท่าไหร่ของห้อง  เห็นเพื่อนมัน4.00กันหมด (หมั่นไส้เฟ้ย)  ไว้เปิดเทอมจะให้พวกมันพาไปเลี้ยงโออิชิแกรนด์  เฮอะๆ

สรุปพรุ่งนี้ก็ไม่ได้ไปโรงเรียน  ไว้เปิดเทอมค่อยไปเอาสมุดพกละกัน  เหอๆ
 
อัพสั้นๆแบบถ่อยๆนะวันนี้  โมโหเฟ้ยๆๆๆๆ (>o<)
9月26日

ตัดผมแล้ว

(ที่จริงตัดมาสองอาทิตย์แล้ว  แต่เพิ่งว่างมาอัพ --- สอบเสร็จแล้วแม่เจ้าโว้ย~)

หลังจากหลายคนบ่นว่า "ผมยาวมากแล้วนะ  ที่รร.ไม่ว่าเหรอ (อยู่ม.ปลายแล้วใช่ปะ ?)"  หรือไม่ก็ "ทำไมผมยาวจัง  ไปตัดได้แล้วน่า" หรือไม่ก็ "นี่แกกะไว้ให้พันรอบคอได้เลยใช่ปะวะ ?"  ในที่สุด  วันอังคารก็เป็นวันฤกษ์ดีไปตัดผมได้ซะที

ที่จริงก็มองมาหลายสัปดาห์แล้วล่ะว่าอยากตัดผมที่ Chic Club จัง  เห็นชาวบ้านเขาบอกว่า ไปเปลี่ยนทรงต้อง Chic Club เนี่ยล่ะ  ราคาก็แพงกว่า Q-Cut 50 บาท (แถมครั้งก่อนไม่ประทับใจด้วย)  ก็เลยไป  เพราะเบื่อหน้าม้าแล้ว (="=)  ทำมาเป็นปีแล้วเนี่ย

พอเคลียร์ชมรมเสร็จก็จูงมือโบว์กับพีไปที่ร้านทันที (โบว์ไปตัดด้วยเหมือนกัน)  คนเยอะเต็มร้านเลย  แรกๆเห็นแล้วก็ชักเซ็ง  แต่พี่ที่ร้านบอกว่า "รอประมาณ 2 นาทีนะคะ"  ไอ้เราก็ยิ้มๆรับคำไป  แต่ในใจก็คิดว่า "2นาทีบวกอีก30นาทีล่ะพอว่า"  แต่มันจริงล่ะ  แค่2นาทีเขาก็เรียกเราไปสระผมแล้ว (O_O)  งงนิดหน่อย  คงเพราะร้านมันเล็กมั้ง  คนเยอะหน่อยก็เลยดูแออัด  แต่ที่จริงคนก็คงไม่ได้เยอะเว่อร์จนต้องรอนาน (คิดว่างั้นนะ)

ช่างสระผมชื่ออะไรไม่รู้  ที่จริงนี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ช่างสระผมเป็นผู้ชาย  แต่สบายแฮะ  แทบหลับคาเก้าอี้เลย (^_^)  ได้ยินเขาพูดแว่วๆว่า "มาตัดกับพี่แมนรึเปล่าครับ ?"  แต่เราก็ปฏิเสธไปนะ  บอกว่าเพิ่งมาครั้งแรก  ที่จริงกะจะตัดกับพี่ใหม่หรือไม่ก็พี่อีด้วยซ้ำ (ถามอิ๊งค์มาน่ะ  เห็นว่าตัดดี)  แต่สองคนนั้นไม่อยู่  เราก็เลยบอกว่าเอาใครก็ได้

แล้วก็ได้พี่แมนจริงๆด้วยล่ะ  ทีแรกเห็นโบว์ได้ช่างหน้าตาดีไปก็ชักเสียดายเหมือนกัน  ประมาณว่า "รู้งี้ตอนเขาให้บัตรคิว  เราเอาก่อนมันก็ดีหรอก"  แต่พอได้คุยกับพี่แมนก็ชอบเหมือนกันนะ  พี่เขาคุยสนุกดี  เราขอให้ทำแบบไหนพี่เขาก็ทำได้หมด (ที่จริงก็ทำเกินกว่าที่คิดไปพอสมควร)  สรุปแล้วเราก็เลยได้แสกข้างมา  แต่ไอ้ที่ช็อกเนี่ย  มันด้านหลัง  พระเจ้า!  เกิดมาไม่เคยซอย  ครั้งแรกเปิดประเดิมก็สะบั้นซะปาน... ตอนจับรวบดูครั้งแรกถึงกับชะงัก  ผมหนาปึ้กด้านหลังมันหายไปไหนโม้ด~!  คือมันเหลืออยู่แค่กระจุกจิ๋วอ่ะ (ToT)  ตอนปล่อยก็โอเคอยู่หรอก  แต่ตอนรวบเนี่ยสิ  เรารับไม่ได้~!!  มันกระจิ๋วหลิวเกินไปอ่ะ  เราไม่ค่อยชอบซอยหนักอย่างนี้เท่าไหร่ด้วย

พี่แมน : ซอยด้านบนหน่อยละกันนะ  เห็นเด็กเตรียมฯซอยอย่างนี้กันทั้งนั้น  แล้วก็ด้านหลังน่ะ  ผมน้องหนาเหมือนกันนะ  ให้พี่ซอยออกด้วยไหม ?

เรา : ก็ดีค่ะ  แต่อย่าเยอะนะคะ  เดี๋ยวอาจารย์บ่น  แล้วก็อย่าตัดเกินสองนิ้วนะคะ  กะว่าเดือนมีนาจะไปดัดผม (ยิ้ม)

พี่แมน : ก็ดีนะ  ปิดเทอมพอดี  มาดัดที่นี่รึเปล่า ?

เรา : กะว่าอย่างนั้นแหละค่ะ  ราคาประมาณเท่าไหร่ล่ะคะ ?

พี่แมน : 2500-3500 บาท  (ทำท่าคิด)  แล้วแต่คุณภาพของน้ำยาครับ

เรา : อืม... มันก็มีสิทธิ์ผมเสียสินะ

พี่แมน : ก็ต้องมีแหละครับ  แต่ถ้าใช้น้ำยาดีก็เสียน้อยหน่อย  ว่าแต่น้องอยู่ม.อะไรแล้วล่ะครับ ?

เรา : ม.6ค่ะ (ยิ้มอีกนั่นแหละ)

พี่แมน : อ้าว  อย่างนี้ก็จบพอดีน่ะสิ  ก็ดีนะ  ดัดสบายเลย

เรา : (ยิ้ม) อ้อ พี่คะ  ตัดแสกข้างเนี่ย  อย่าให้เห็นแสกได้ไหมคะ ?

พี่แมน : ได้ครับ (ยิ้ม)

และแล้ว... ผมเราก็หายเกือบเกลี้ยง (แถมไม่รู้ทำไมวันต่อมาก็กลายเป็นหน้าม้าแบบเดิมอีกต่างหาก)  ตกตะลึงพอสมควรเลยว่าผมหายไปเยอะมากๆ  โอย~  แต่ก็ตัดไปแล้วล่ะ  แอบเสียดายผมเหมือนกัน (T_T) ... ยาวให้ทันเดือนสามนะ